ข้ามไปเนื้อหาหลัก
กุณาลชาดก (ครั้งที่ 2)
ชาดก 547 เรื่อง
383

กุณาลชาดก (ครั้งที่ 2)

Buddha24 AIฉักกนิบาต
ฟังเนื้อหา

กุณาลชาดก (ครั้งที่ 2)

ในสมัยโบราณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม ทรงมีพระมเหสีนามว่ามัทรี และพระโอรสธิดาสองพระองค์คือ กัณหา และ ชาลี พระองค์ทรงมีพระทัยโอบอ้อมอารี ทรงยินดีในการบริจาคทานเป็นที่สุด แม้กระทั่งสิ่งของอันเป็นที่รักและมีค่าที่สุด พระองค์ก็ทรงพร้อมที่จะสละให้แก่ผู้ที่มาขอ

วันหนึ่ง ขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่งนามว่า จูฬกะ ซึ่งเป็นมหาอำมาตย์ผู้มีสติปัญญาและเป็นที่ไว้วางใจของพระเจ้ากรุงสญชัย พระบิดาของพระเวสสันดร ได้กราบทูลพระเจ้ากรุงสญชัยถึงความเดือดร้อนของชาวเมือง เนื่องด้วยฝนแล้งติดต่อกันมาหลายปี แผ่นดินแตกระแหง พืชผลเสียหาย ผู้คนอดอยาก แม้ว่าพระเวสสันดรจะทรงบริจาคทานอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ดูเหมือนจะมิอาจแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของอาณาประชาราษฎร์ได้

พระเจ้ากรุงสญชัยทรงกังวลพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงปรึกษากับพระโอรส พระเวสสันดรทรงสดับฟังพระราชดำริของพระบิดาแล้ว ก็ทรงตัดสินพระทัยอย่างเด็ดเดี่ยว พระองค์ตรัสว่า "ข้าแต่พระบิดา หากการบริจาคทานช้างเผือกอันเป็นที่รักยิ่งของข้าพเจ้า จะสามารถนำฝนมาสู่แผ่นดินได้ ข้าพเจ้าก็พร้อมที่จะสละช้างเผือกนั้น เพื่อความผาสุกของอาณาประชาราษฎร์" แม้ว่าพระมเหสีมัทรีจะทรงทูลทัดทานด้วยความเป็นห่วงพระสวามีและพระโอรสธิดา แต่พระเวสสันดรก็ทรงมั่นคงในพระปณิธาน

ในคืนนั้นเอง พระเวสสันดรทรงเสด็จออกไปนอกกรุงพร้อมด้วยช้างเผือกคู่พระบารมี และทรงบริจาคให้แก่พราหมณ์ที่มาขอไปเป็นทาน แม้ทรงทราบดีว่าการกระทำนี้จะนำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่พระองค์เอง และอาจทำให้เหล่าอาณาประชาราษฎร์โกรธเคือง แต่พระองค์ก็มิได้ทรงหวั่นไหว

เมื่อข่าวการบริจาคช้างเผือกแพร่ออกไป ประชาชนชาวเมืองพาราณสีก็โกรธแค้นเป็นอย่างมาก พวกเขาพากันมารวมตัวกันที่หน้าพระราชวัง ร้องตะโกนขับไล่พระเวสสันดร พวกเขากล่าวหาว่าพระองค์ทรงเห็นแก่การบริจาคทานจนไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากของประชาชน พระเจ้ากรุงสญชัยทรงเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงเรียกประชุมเหล่าขุนนางและมีรับสั่งเนรเทศพระเวสสันดร พร้อมด้วยพระมเหสีมัทรี และพระโอรสธิดาทั้งสอง ออกจากกรุงพาราณสี

พระเวสสันดรทรงรับพระราชดำริของพระบิดาด้วยความสงบ แม้จะทรงทราบดีว่าชีวิตข้างหน้าจะต้องพบกับความยากลำบากเพียงใด พระองค์พร้อมด้วยครอบครัวจึงได้ออกเดินทางสู่ป่าเขาวงกต ณ แคว้นกะลิงคะ

การเดินทางในป่าใหญ่นั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค พงหนามขวากหนามนานาชนิด กัดกินพระวรกายจนเป็นแผล พระมเหสีมัทรีทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายจนแทบจะสิ้นพระชนม์ แต่ก็ยังทรงอดทนเพื่อพระสวามีและพระโอรสธิดา พระโอรสชาลีก็ทรงอ่อนแรงจากการอดอยาก ส่วนพระธิดากัณหา ก็ทรงร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว

หลังจากเดินทางมาหลายวัน ในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกับอาศรมอันสงบเงียบที่พระเวสสันดรทรงสร้างไว้ พระองค์และครอบครัวจึงได้พำนักอาศัยอยู่ที่นั่น ใช้ชีวิตเรียบง่ายตามสมณะวิสัย หาผลไม้กิน เลี้ยงดูพระโอรสธิดา

วันเวลาผ่านไป ชีวิตในป่าก็ยังคงดำเนินไปอย่างยากลำบาก แต่ความผูกพันในครอบครัวก็เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจให้เข้มแข็ง

แต่แล้ว ชะตากรรมก็เล่นตลก เมื่อมีพราหมณ์สองคนนามว่า จูกกะ และ โสทาปนะ ได้เดินทางมายังอาศรมของพระเวสสันดร พราหมณ์ทั้งสองมีจิตใจที่ดำมืด เมื่อเห็นทรัพย์สมบัติอันมีค่าที่พระเวสสันดรทรงบริจาคให้แก่ผู้อื่นจนหมดสิ้น เว้นแต่พระโอรสธิดา ที่พระองค์ทรงรักยิ่งกว่าชีวิต

พราหมณ์จูกกะ ซึ่งเป็นพราหมณ์ผู้โลภมากและไร้ศีลธรรม ได้เห็นกัณหาและชาลี ซึ่งเป็นเด็กน้อยที่น่ารักน่าเอ็นดู จึงเกิดความปรารถนาอันชั่วร้าย เขาจึงเข้าไปกราบทูลขอพระโอรสธิดาทั้งสองจากพระเวสสันดร

"ข้าแต่พระมหาบุรุษผู้ใจบุญ ข้าพเจ้าขอทูลขอพระโอรสธิดาทั้งสองพระองค์ของท่าน โปรดประทานแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด" พราหมณ์จูกกะเอ่ยปาก

พระเวสสันดรทรงตกพระทัยเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้ยินคำขอของพราหมณ์จูกกะ พระองค์ทรงรักกัณหาและชาลีสุดหัวใจ การจะสละพระโอรสธิดาไปนั้นเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่าการสละชีวิตเสียอีก

"ท่านพราหมณ์ ท่านขอสิ่งใดก็ได้ที่ไม่ใช่พระโอรสธิดาทั้งสองของข้าพเจ้า พวกเขาคือแก้วตาดวงใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้สิ่งใดก็ได้แก่ท่าน ยกเว้นแต่สองพระองค์นี้" พระเวสสันดรตรัส

แต่พราหมณ์จูกกะกลับไม่ยอม เขาคะยั้นคะยอ ขออยู่เช่นนั้น ซ้ำร้ายยังใช้คำพูดที่หยาบคายและกล่าวหาพระเวสสันดรอีกด้วย

"หากท่านไม่ให้ ข้าพเจ้าก็จะประจานท่านไปทั่วว่าท่านเป็นผู้ไร้เมตตา เป็นกษัตริย์ที่ใจดำ ท่านไม่เห็นแก่ความทุกข์ยากของผู้อื่น ทรัพย์สมบัติของท่านก็หมดไปจนไม่เหลืออะไรแล้ว แล้วยังจะหวงลูกอีกหรือ!"

พระเวสสันดรทรงทนฟังคำกล่าวหาอันไร้สาระของพราหมณ์จูกกะไม่ไหว แม้จะทรงเจ็บปวดพระทัยอย่างแสนสาหัส แต่เพื่อรักษาพระบารมีแห่งทานที่ทรงบำเพ็ญมา และเพื่อช่วยเหลือพราหมณ์ให้พ้นจากความเดือดร้อน (ตามความเข้าใจผิดของพระองค์) พระองค์จึงทรงตัดสินใจยอมสละพระโอรสธิดา

พระมเหสีมัทรีทรงทราบเรื่องเข้า ก็ทรงตกพระทัยสุดขีด พระนางทรงวิ่งเข้ามาห้ามพระสวามี

"ข้าแต่พระสวามี ท่านจะทรงทำเช่นนี้ได้อย่างไร พระโอรสธิดาทั้งสองพระองค์นี้คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา เป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของพวกเราเสียอีก หากเราสละสองพระองค์นี้ไป แล้วเราจะอยู่ได้อย่างไร" พระนางมัทรีตรัส พลางโอบกอดพระโอรสธิดาไว้

แต่พระเวสสันดรทรงยืนยันในพระดำริ พระองค์ทรงปลอบพระมเหสีมัทรี และทรงอธิบายถึงความจำเป็นในการบริจาคทานในครั้งนี้

"มัทรีผู้เป็นที่รัก ข้าพเจ้าเข้าใจในความรักของท่าน แต่การบริจาคทานนี้ เป็นสิ่งที่จะทำให้เราได้บำเพ็ญบารมีให้บริบูรณ์ และเป็นการช่วยเหลือพราหมณ์ผู้นี้ให้พ้นจากความทุกข์ยาก หากเราไม่ยอมให้ แล้วพราหมณ์ผู้นี้จะไปที่ไหน" พระเวสสันดรตรัส

ด้วยความจำเป็นและแรงกดดันจากพราหมณ์จูกกะ พระเวสสันดรจึงทรงมอบกัณหาและชาลี ให้แก่พราหมณ์จูกกะไป

พราหมณ์จูกกะดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบคว้าตัวพระโอรสธิดาไป โดยไม่สนใจเสียงร้องไห้ของเด็กๆ และเสียงคร่ำครวญของพระมเหสีมัทรี

ขณะที่พราหมณ์จูกกะกำลังพาลูกทั้งสองเข้าไปในป่า พระองค์ก็ทรงพบกับพระอินทร์ที่ปลอมตัวมาเป็นพราหมณ์อีกคนหนึ่ง นามว่า อสิตะ

"ท่านพราหมณ์ ท่านกำลังจะพาลูกสองคนนี้ไปที่ใด" พระอินทร์ในคราบพราหมณ์ถาม

"ข้าพเจ้าจะพาลูกของพระเวสสันดรไปขายที่เมืองกลิงคะ" พราหมณ์จูกกะตอบ

พระอินทร์ในคราบพราหมณ์ได้กล่าวเตือนพราหมณ์จูกกะถึงความผิดบาปที่เขากำลังจะกระทำ แต่พราหมณ์จูกกะก็ไม่เชื่อฟัง

แต่แล้ว เมื่อพระอินทร์เห็นว่าพราหมณ์จูกกะไม่ยอมเชื่อฟัง พระองค์จึงทรงเนรมิตกายกลับเป็นพระอินทร์ตามเดิม และทรงจับพราหมณ์จูกกะไว้

พระอินทร์ทรงตำหนิพราหมณ์จูกกะที่ทำความผิดอันใหญ่หลวง และทรงไถ่ตัวกัณหาและชาลีกลับคืนมาจากพราหมณ์จูกกะ

พระอินทร์ทรงนำพระโอรสธิดาทั้งสองกลับมาส่งคืนให้แก่พระเวสสันดรและพระมเหสีมัทรี

"ข้าแต่พระมหาบุรุษ พระองค์ทรงทำความดีงามอย่างยิ่งในการบริจาคทานในครั้งนี้ แม้จะทรงสละสิ่งที่รักยิ่งกว่าชีวิตของพระองค์เอง" พระอินทร์ตรัส

พระเวสสันดรและพระมเหสีมัทรีทรงดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้พระโอรสธิดากลับคืนมา

หลังจากนั้นไม่นาน พระเจ้ากรุงสญชัย ทรงทราบข่าวว่าพระโอรสถูกเนรเทศและต้องทนทุกข์อยู่ในป่า จึงทรงเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงส่งราชสารไปยังพระเวสสันดร และรับสั่งให้กลับคืนพระนคร

พระเวสสันดรพร้อมด้วยพระมเหสีมัทรี และพระโอรสธิดาทั้งสอง จึงได้เดินทางกลับกรุงพาราณสี ท่ามกลางการต้อนรับของประชาชนที่สำนึกผิดและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ

พระเวสสันดรทรงครองราชย์ต่อจากพระบิดา และทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม ทรงบริจาคทานอย่างไม่ขาดสาย จนเป็นที่รักใคร่ของปวงชนตลอดไป

คติธรรม

การบำเพ็ญบารมีนั้น แม้จะต้องเสียสละสิ่งอันเป็นที่รักยิ่ง หรือต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงใด หากมีความตั้งใจอันแน่วแน่ ก็ย่อมสำเร็จได้ และจะนำมาซึ่งผลอันประเสริฐในภายภาคหน้า การเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น เป็นคุณธรรมอันสูงส่งที่ควรแก่การยกย่อง

บารมีที่บำเพ็ญ

ทานบารมี (การบริจาคทาน)

— In-Article Ad —

💡คติธรรม / ข้อคิด

การบำเพ็ญบารมีนั้น แม้จะต้องเสียสละสิ่งอันเป็นที่รักยิ่ง หรือต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงใด หากมีความตั้งใจอันแน่วแน่ ก็ย่อมสำเร็จได้ และจะนำมาซึ่งผลอันประเสริฐในภายภาคหน้า การเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น เป็นคุณธรรมอันสูงส่งที่ควรแก่การยกย่อง

บารมีที่บำเพ็ญ: ทานบารมี (การบริจาคทาน)

— Ad Space (728x90) —

นิทานชาดกเรื่องอื่นที่น่าสนใจ

สิริชาดก
371ปัญจกนิบาต

สิริชาดก

สิริชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นสุน...

💡 ความโลภย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อน การแบ่งปันและการอยู่ร่วมกันด้วยปัญญาและความเข้าใจ เป็นหนทางสู่ความสุขที่ยั่งยืน

สาสนทชาดก
110เอกนิบาต

สาสนทชาดก

สาสนทชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอดีตกาลอันไกลโพ้น เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นพราหมณ์ผ...

💡 ความเมตตาต่อสรรพสัตว์ย่อมนำมาซึ่งความดีงาม ความภักดีและความกล้าหาญสามารถปรากฏได้ในทุกสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ การตัดสินผู้อื่นจากภายนอกย่อมเป็นสิ่งที่ผิด การกระทำที่แท้จริงคือสิ่งที่บ่งบอกถึงคุณค่าของบุคคล

กุมภทาสชาดก
77เอกนิบาต

กุมภทาสชาดก

กุมภทาสชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง กษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรมปกครองแผ่น...

💡 ความตายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้สำหรับทุกชีวิต แต่การดำรงชีวิตอยู่ด้วยคุณธรรม การทำความดี การเสียสละเพื่อผู้อื่น คือสิ่งที่สามารถสร้างความสุขและความหมายที่แท้จริงให้กับชีวิตได้ ผลบุญจากการทำความดี ย่อมส่งผลให้จิตใจสงบ และนำไปสู่สุคติในภพหน้า

มหาสีลัพชาดก
43เอกนิบาต

มหาสีลัพชาดก

มหาสีลพชาดก ณ เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล อันเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า ครั้งนั้น พระองค์ทรงปรารภถึงเหต...

💡 ศีลเป็นเครื่องคุ้มครองชีวิต นำมาซึ่งความสุข ความเจริญ และเป็นพื้นฐานของการทำความดีทั้งปวง ผู้มีศีลย่อมเป็นที่รักของมวลมนุษย์และเทวดา

ปุราณหังสชาดก (Puranahamsajataka)
97เอกนิบาต

ปุราณหังสชาดก (Puranahamsajataka)

ปุราณหังสชาดกณ เมืองสาวัตถี ขณะที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ วัดพระเชตวันมหาวิหาร ทรงมีพระพุทธดำรัสถ...

💡 ความเฉลียวฉลาดและความซื่อสัตย์เป็นคุณธรรมที่ประเสริฐ การกระทำด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ย่อมนำมาซึ่งสิ่งดีงาม

โภชชาดก
47เอกนิบาต

โภชชาดก

โภชชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสี มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้าพรหมทัต ทรง...

💡 ความไม่รู้จักพอในกามคุณ ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น การรู้จักประมาณตน การมีเมตตาธรรม และการแบ่งปัน คือหนทางสู่ความสุขที่แท้จริง

— Multiplex Ad —

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน วิเคราะห์การเข้าชม และแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้อง นโยบายความเป็นส่วนตัว